ค่า SPF และ PA คืออะไร — อ่านฉลากกันแดดให้ออก ก่อนเลือกใช้ทุกวัน — CMe CheerTsuMe

ค่า SPF และ PA คืออะไร — อ่านฉลากกันแดดให้ออก ก่อนเลือกใช้ทุกวัน

เผยแพร่ 22 มิถุนายน 2569 · โดย CMe CheerTsuMe · อ่าน ~11 นาที

หากคุณเคยหยิบกันแดดขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าตัวเลขและสัญลักษณ์บนฉลากช่างอ่านยากเกินไป คุณไม่ได้อยู่คนเดียวค่ะ “SPF50+ PA++++” คือกันแดด “ดี” ไหม ทำไมบางตัวมีแค่ + เดียว บางตัวสี่อัน แล้วตัวเลข SPF สูงกว่า ดีกว่าเสมอหรือเปล่า

คำถามเหล่านี้ฟังดูง่าย แต่คนส่วนใหญ่ยังตอบไม่ได้ชัดเจน บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจจริง ตั้งแต่ต้น ด้วยภาษาที่ไม่ต้องมีพื้นฐานวิทยาศาสตร์ก็ตามได้ค่ะ


SPF คืออะไร

SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor คือตัวเลขที่บอกว่ากันแดดป้องกัน UVB ได้มากน้อยแค่ไหน

UVB คือรังสีที่ทำให้ผิวไหม้แดด แดงเผา และรู้สึกเจ็บหลังออกแดดนานๆ จำได้ง่ายด้วยสูตร B for Burning ค่ะ

ตัวเลข SPF บอกว่าผิวคุณ “ทนแดดได้นานขึ้น” กี่เท่าเมื่อเทียบกับไม่ทากันแดด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าปกติผิวคุณเริ่มแดงหลังอยู่กลางแจ้ง 10 นาที การทากันแดด SPF30 หมายความว่าผิวจะเริ่มแดงช้าลงประมาณ 30 เท่า

ค่า SPF บนฉลาก อ่านยังไง

ในปัจจุบันมาตรฐานสากลระบุว่าหากค่า SPF ที่ทดสอบได้สูงกว่า 50 ผู้ผลิตจะแสดงบนฉลากเป็น “SPF50+” แทนตัวเลขจริง นั่นหมายความว่ากันแดดที่เขียน SPF50+ อาจมีค่าจริงสูงกว่า 50 มากก็ได้ ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละแบรนด์ค่ะ


PA คืออะไร PA ย่อมาจากอะไร

PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA คือตัวบ่งชี้ที่แสดงระดับการป้องกัน UVA ซึ่งเป็นรังสีคนละประเภทกับ UVB

UVA จำง่ายด้วยสูตร A for Aging ค่ะ เพราะมันคือรังสีที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ก่อริ้วรอย จุดด่างดำ และผิวหมองคล้ำโดยที่คุณไม่รู้สึกปวดแสบแดดเหมือน UVB เลย อีกทั้ง UVA ยังทะลุเมฆและกระจกได้ด้วย ทำให้แม้อยู่ในร่มหรือในรถก็ยังโดนได้ค่ะ

PA มี 4 ระดับ บวกยิ่งมาก ป้องกันยิ่งสูง

ค่า PA วัดจากตัวเลขที่เรียกว่า UVA-PF (หรือ PFA) และแสดงเป็นสัญลักษณ์บวกบนฉลาก ดังนี้

ระดับค่า UVA-PFความสามารถป้องกัน
PA+2 – 4ป้องกันได้บ้าง
PA++4 – 8ป้องกันได้ปานกลาง
PA+++8 – 16ป้องกันได้สูง
PA++++16 ขึ้นไปป้องกันได้สูงมาก (สูงสุด)

กันแดดที่มี PA++++ คือระดับสูงสุดที่มีในมาตรฐานปัจจุบัน และเหมาะสมที่สุดสำหรับคนที่ต้องการป้องกัน UVA อย่างจริงจังค่ะ


SPF กับ PA ต่างกันยังไง เลือกดูตัวไหนก่อน

หลายคนเข้าใจผิดว่า SPF สูงๆ ก็พอแล้ว แต่ความจริงคือ SPF ปกป้องได้เฉพาะ UVB เท่านั้น ไม่สามารถป้องกัน UVA ได้เลยหากไม่มีค่า PA กำกับ

SPFPA
ปกป้องจากUVB (ไหม้, แดง)UVA (แก่ก่อนวัย, ด่างดำ)
วัดจากSun Protection FactorUVA-PF (Protection Factor of UVA)
แสดงบนฉลากตัวเลข เช่น SPF30, SPF50+สัญลักษณ์บวก เช่น PA++, PA++++
ช่วง UV290–320 นาโนเมตร320–400 นาโนเมตร

เปรียบง่ายๆ ถ้ากันแดดคือหมวกกับร่ม SPF คือหมวกที่กันผิวไหม้แดด ส่วน PA คือร่มที่กันผิวแก่ เดินออกแดดโดยไม่มีร่มแม้ใส่หมวก ผิวก็ยังเสื่อมจาก UVA ได้อยู่ค่ะ


ทำไมต้องดูทั้ง SPF และ PA เสมอ เลือกกันแดดดียังไง

ผิวของเราโดนรังสีทั้ง UVB และ UVA พร้อมกันทุกครั้งที่ออกแดด ดังนั้น กันแดดที่ดีต้องปกป้องได้ทั้งคู่ ค่ะ

สิ่งที่ควรดูเมื่อเลือกกันแดดสำหรับใช้ประจำวัน

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง UVA น่าเป็นห่วงมากกว่าที่คิดค่ะ เพราะมันทะลุกระจกรถ กระจกอาคาร และเมฆได้ ทำให้ผิวสัมผัส UVA แม้ในวันที่ท้องฟ้าครึ้มหรือนั่งทำงานในห้องที่มีแสงธรรมชาติ


กรณีจริงจากห้องทดสอบ — ทำไม Honest Numbers ถึงสำคัญ

CMe Ultra-Light Refreshing Facial Sunscreen SPF50+ PA++++ ผ่านการทดสอบ in-vivo ตามมาตรฐานสากล ISO 24444 โดยสถาบัน Solar Test Asia และได้ค่าจริงดังนี้

แต่บนฉลากสินค้า CMe เลือก claim เพียง “SPF50+” ไม่ใช่ SPF65 หรือ SPF70

ทำไมถึงเลือกแบบนี้

เพราะมาตรฐานสากลระบุให้ปัดค่า SPF ที่เกิน 50 เป็น “50+” บนฉลากอยู่แล้ว และ CMe เชื่อว่าการแสดงตัวเลขที่โอ้อวดเกินจริงไม่ได้ทำให้คุณได้รับการปกป้องดีขึ้น แต่การรู้ว่ากันแดดที่ใช้อยู่ผ่านการทดสอบจากห้องแล็บมาตรฐานด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ต่างหากที่สำคัญค่ะ

นอกจากนี้ CMe Ultra-Light Refreshing Facial Sunscreen ยังได้รับการทดสอบ M.C.I.I = 0.07 (ต่ำกว่า 0.2 คือระดับที่อ่อนโยน) จึงเหมาะกับผิวแพ้ง่ายได้ด้วยค่ะ

จุดที่ต้องรู้เพิ่มเติม:

สนใจดูรายละเอียดสูตรและผลทดสอบเพิ่มเติมได้ที่ หน้าสินค้ากันแดด CMe ค่ะ


จุดเริ่มต้นของ Honest Numbers — เรื่องจริงของเชียร์ (Founder)

ปรัชญา Honest Numbers ที่ CMe ยึดถือ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ค่ะ แต่มาจากคืนที่เชียร์ผู้ก่อตั้งล้างหน้าด้วยโฟมซ้ำ 3 รอบเพราะเชื่อว่ายิ่งล้างเยอะยิ่งสะอาด ผลคือตื่นมาเจอผิวพัง ระคายเคืองหนัก ทั้งที่ตั้งใจดูแลผิวเต็มที่ คุณหมออธิบายว่าปัญหาคือความเข้าใจผิดเรื่องตัวเลข ไม่ใช่ความตั้งใจ — ประสบการณ์นั้นทำให้เชียร์ยึดมั่นว่าตัวเลขที่แบรนด์บอกลูกค้าต้องตรวจสอบได้จริง ไม่ปัดขึ้นให้ดูดี เหมือนที่ CMe เลือก claim แค่ SPF50+ ทั้งที่ทดสอบได้ 65.8 จริง อ่านเรื่องราวเต็มของเชียร์ ›


สรุป อ่านกันแดดให้ครบ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

กันแดดที่ดีไม่ได้วัดแค่ตัวเลข SPF สูงต่ำ แต่ต้องดูทั้งสองค่าประกอบกันค่ะ

ครั้งหน้าก่อนหยิบกันแดด ลองดูให้ครบทั้ง SPF และ PA ก่อน แล้วคุณจะเลือกได้ตรงกับสิ่งที่ผิวต้องการจริงๆ ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

PA++++ คืออะไร แตกต่างจาก PA+++ อย่างไร

PA++++ คือระดับสูงสุดของการป้องกัน UVA ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ริ้วรอย และจุดด่างดำ โดย PA++++ หมายถึงค่า UVA-PF ตั้งแต่ 16 ขึ้นไป ขณะที่ PA+++ อยู่ที่ 8-16 หากต้องการปกป้องผิวจาก UVA ได้สูงสุด PA++++ เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าค่ะ

SPF50+ พอสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวันไหม

SPF50+ ปกป้อง UVB ได้ดีมากสำหรับชีวิตประจำวัน แต่ต้องดูควบคู่กับค่า PA ด้วยค่ะ เพราะ SPF ปกป้องเฉพาะ UVB (การไหม้แดด) แต่ UVA (การแก่ก่อนวัย) ต้องอาศัยค่า PA ป้องกันแทน การเลือกกันแดดที่มีทั้ง SPF50+ และ PA++++ จึงให้ความคุ้มครองครบทั้งสองประเภทค่ะ

SPF กับ PA ต่างกันยังไง

SPF วัดการป้องกัน UVB ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวไหม้และแดงเผา ส่วน PA วัดการป้องกัน UVA ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ริ้วรอย และจุดด่างดำ รังสีทั้งสองประเภทนี้ส่งผลต่อผิวต่างกัน จึงต้องใช้ทั้ง SPF และ PA คู่กันเสมอค่ะ

กันแดด CMe มีค่า SPF และ PA จริงเท่าไหร่

CMe Ultra-Light Refreshing Facial Sunscreen ทดสอบ in-vivo ได้ SPF จริง 65.8 และ UVA-PF 24.7 (ซึ่งเทียบเท่า PA++++) ตามมาตรฐาน ISO 24444 โดยสถาบัน Solar Test Asia แต่ CMe เลือก claim แค่ SPF50+ เพราะยึดหลัก Honest Numbers ไม่ปัดตัวเลขให้เว่อร์เกินจริงค่ะ

กันแดดกันน้ำได้ ทาครั้งเดียวอยู่ทั้งวันได้เลยไหม

ไม่ควรค่ะ แม้กันแดด CMe จะผ่านการทดสอบ Water Resistance 40 นาที แต่ยังต้องทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง หรือหลังเหงื่อออกมาก สัมผัสน้ำ หรือเช็ดหน้า เพราะฟิล์มป้องกันจะเสื่อมลงตามเวลาค่ะ